ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาหารือร่วมกับชาติสมาชิก ท่ามกลางความกังวลของหลายประเทศ โดยเฉพาะทีมจากยุโรปที่มองว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การขนส่ง รวมถึงภาระด้านภาษีใน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าภาพร่วม อาจสูงกว่าการแข่งขันที่กาตาร์ เมื่อปี 2022 อย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้ ฟีฟ่า เคยประกาศกรอบเงินรางวัลรวมไว้ที่ 727 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31,261 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของรายการ และเป็นครั้งแรกที่มี 48 ทีมเข้าร่วม โดยแต่ละทีมจะได้รับเงินการันตีขั้นต่ำ 10.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 451 ล้านบาท) ขณะที่ทีมแชมป์จะรับสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,150 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยรอบล่าสุดกับตัวแทนสมาพันธ์ฟุตบอลต่างๆ มีแนวโน้มว่าตัวเลขดังกล่าวอาจถูกปรับเพิ่มขึ้นอีก โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายคาดว่าจะมีขึ้นในการประชุมสภาฟีฟ่าครั้งที่ 76 ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ในวันที่ 28 เมษายน 2569
ในขณะเดียวกัน ฟีฟ่า ยังได้เริ่มต้นเจรจากับสมาคมฟุตบอลทั่วโลก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรอบสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง
นอกเหนือจากเรื่องเงินรางวัล องค์กรลูกหนังโลกยังมีแผนเพิ่มการสนับสนุนด้านพัฒนาให้กับสมาชิกทั้ง 211 ประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มุ่งยกระดับมาตรฐานและศักยภาพการแข่งขันของฟุตบอลทั่วโลก
สำหรับฐานะทางการเงิน ฟีฟ่า ยังคงแข็งแกร่ง โดยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมแตะ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบงบประมาณนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากมูลค่าทางการตลาดมหาศาลของศึกฟุตบอลโลก 2026
การปรับเพิ่มเงินรางวัลในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของทีมชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของ ฟีฟ่า ในการผลักดันให้ฟุตบอลโลกก้าวสู่ยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น